<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113156</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 11:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กรมอนามัย ห่วงขยะติดเชื้อล้น กำจัดไม่ทัน แนะวิธีคัดแยกขยะ 3 ประเภทก่อนทิ้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.64 -&amp;nbsp; ​​นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ขยะติดเชื้อว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉพาะช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 พบปริมาณขยะติดเชื้อเกิดขึ้นมากกว่า 294 ตันต่อวัน ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้น ร้อยละ 94 ส่วนใหญ่เป็นขยะประเภทภาชนะบรรจุอาหาร เศษอาหาร ชุด PPE อุปกรณ์ฉีดวัคซีน และชุดตรวจ Antigen Test Kit ส่งผลทำให้เกิดปัญหาในการเก็บขนขยะติดเชื้อ เนื่องจากหน่วยงานบริการ ผู้ปฏิบัติงานและยานพาหนะที่ใช้สำหรับการ&amp;nbsp; เก็บขนขยะติดเชื้อมีไม่เพียงพอ ทำให้หลายจังหวัดมีปริมาณขยะติดเชื้อตกค้าง ณ แหล่งกำเนิดและสถานที่รับกำจัด จำนวนมาก เช่น พื้นที่นนทบุรี ระยอง เป็นต้น กรมอนามัยจึงได้จัดทำแนวทางการลดขยะติดเชื้อในโรงพยาบาลสนาม สถานที่แยกกัก&amp;nbsp; ซึ่งทางราชการกำหนด และศูนย์พักคอยผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 โดยให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการที่สามารถลดการเกิดขยะติดเชื้อ เช่น ไม่แจกกล่องโฟมใส่อาหาร หรือไม่แจกขวดน้ำบรรจุขวด แต่ติดตั้งจุดให้บริการน้ำดื่มแบบกด โดยให้ผู้ป่วยมีแก้วน้ำส่วนตัวมารับน้ำดื่มที่จุดบริการ และควรแยกขยะประเภทบรรจุภัณฑ์ ออกก่อนนำเข้าไป ในอาคารผู้ป่วย เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อว่า การคัดแยกขยะ ให้แยกออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1.ขยะติดเชื้อ ได้แก่ ขยะที่ปนเปื้อนหรือสงสัยจะปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย สารคัดหลั่งต่าง ๆ ของผู้ป่วย เช่น หน้ากากอนามัย กระดาษทิชชู ภาชนะและอุปกรณ์ที่ใช้ในการกินแบบใช้ครั้งเดียว เช่น ช้อน ส้อม แก้ว หลอด เป็นต้น และชุด PPE โดยให้รวบรวมใส่ถุงแดงไม่เกิน 2/3 ส่วน มัดปากให้แน่น และเก็บรวบรวมในถังขยะสีแดง พร้อมกำหนดเวลาในการเก็บรวบรวมขยะติดเชื้อจากห้องพักไปยังที่พักรวมขยะติดเชื้อที่แยกจากขยะประเภทอื่น และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้รับทำการเก็บขนขยะติดเชื้อ&amp;nbsp; โดยให้ใช้รถขนขยะติดเชื้อเฉพาะเพื่อเก็บขนไปกำจัดด้วยวิธีที่ได้มาตรฐานตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำจัดขยะติดเชื้อ พ.ศ. 2545&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขยะทั่วไป ได้แก่ ขยะที่ไม่ได้ปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย สารคัดหลั่งต่าง ๆ ของผู้ป่วย เช่น เศษกระดาษ ถุงพลาสติก กระป๋องโลหะ ขวดแก้ว กล่องนม ขวดพลาสติก ถุงขนมบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ เป็นต้น ในแต่ละวันให้รวบรวมและบรรจุขยะลงในถุงดำ มัดปากถุงให้แน่นแล้วเก็บรวบรวมในถังขยะสีเขียวหรือน้ำเงิน และนำไปกำจัด&amp;nbsp; ตามมาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
และ 3. ขยะประเภทเศษอาหาร ให้คัดแยกขยะประเภทเศษอาหารออกจากขยะประเภทอื่น ๆ รวบรวม ใส่ภาชนะรองรับที่จัดไว้เฉพาะ จากนั้นนำไปหมักทำปุ๋ยต่อไป กระบวนการหมักที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและระยะเวลา สามารถทำลายเชื้อโรคได้ และสำหรับการจัดการเตียงสนามกระดาษที่ไม่ใช้งานแล้วมีแนวทางการกำจัด ดังนี้ เตียงสนามกระดาษ เมื่อเลิกใช้งานแล้วหรือชำรุดเสียหาย ให้ทำการฆ่าเชื้อโรค โดยการเช็ดถูด้วยน้ำยาหรือสารฆ่าเชื้อโรค เช่น แอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ และพักรอไว้ 1-2 วัน จากนั้นให้ถอดแยกชิ้นส่วน เก็บรวบรวมและเคลื่อนย้ายไปจุดพักรวม และประสานให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปกำจัดเป็นขยะทั่วไป หรือให้ผู้รับซื้อขยะรีไซเคิลมารับไปรีไซเคิล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ &amp;ldquo;ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติงานจัดเก็บขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องรู้จักวิธีการป้องกันตนเองขณะปฏิบัติงาน ดังนี้ 1) ให้สวมถุงมือขณะปฏิบัติงานทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการคุ้ยเขี่ยหรือเปิดถุงขยะ 2) สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคหรือขยะจากสารเคมีมาสัมผัสร่างกายได้ 3) ขณะปฏิบัติงานให้สวมหน้ากากป้องกันตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการนำมือมาสัมผัสใบหน้า ปาก จมูก ตา เพราะอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อได้ง่าย และ 4) หลังการปฏิบัติงานทุกครั้ง ให้ทิ้งถุงมือ หน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วในภาชนะที่ปิดสนิทหรือถุงพลาสติก โดยมัดปากถุงให้แน่น แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ และหลังเสร็จสิ้นภารกิจในแต่ละวัน ผู้ปฏิบัติงานต้องอาบน้ำ ชำระร่างกายให้สะอาดทันที&amp;rdquo; อธิบดีกรมอนามัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113156</URL_LINK>
                <HASHTAG>Antigen Test Kit (ATK), ขยะติดเชื้อ, ชุดPPE, นพ.สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_6115f862725ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2021 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2021 14:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>​โพลกรมอนามัย เผยประชาชน 62% กังวลสถานการณ์โควิดระบาด กลัวคนไปสถานบันเทิงปกปิดข้อมูล   อยากฉีดวัคซีนมากขึ้น 42%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
15เม.ย.64-นพ.สุวรรณชัย &amp;nbsp;วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจ Anamai poll ระหว่างวันที่ 12 -14 เมษายน 2564 ต่อประเด็นความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 จากคลัสเตอร์สถานบันเทิง ผับ บาร์ จำนวนผู้ตอบจำนวน 1,696 คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การระบาดนี้ในระดับมาก ร้อยละ 62.1 ในขณะที่ไม่กังวลเลย ร้อยละ 2.9 โดยเรื่องที่ประชาชนกังวลมากที่สุดคือ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การปกปิดไทม์ไลน์ไลน์ของคนที่มีประวัติไปสถานบันเทิง ร้อยละ 27.5 รองลงมาคือ บางจังหวัดยังเปิดให้บริการ ซึ่งอาจเสี่ยงแพร่เชื้อ ร้อยละ 24.4 และกลัวจะติดเชื้อจากคนที่มีประวัติไปสถานบันเทิง ร้อยละ 24.1 ส่วนประเด็นด้านสังคมที่ประชาชนกังวลได้แก่ ว่างงาน ขาดรายได้ ร้อยละ 6 และเศรษฐกิจซบเซา ร้อยละ 3.8 นอกจากนี้จากสถานการณ์การระบาด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในสถานบันเทิง ผับ บาร์ดังกล่าว พบว่ามีประชาชนร้อยละ 42 ที่จากเดิมไม่อยากฉีดวัคซีนเปลี่ยนมามีความต้องการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ร้อยละ 33.3 ยังไม่แน่ใจว่าจะฉีด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99565</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กรมอนามัย, นพ.สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210226/image_big_603921aaa573a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2021 17:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2021 17:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัย กำชับ&quot;ตรุษจีน&quot; รวมญาติต้องยกการ์ดสูง  คัดกรอง อย่าคุยเสียงดัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
4ก.พ.64- นพ. สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากกรณีการแพร่ระบาดของ &amp;nbsp;โรคโควิด &amp;ndash;19 ในคลัสเตอร์โต๊ะแชร์มหาสารคาม ซึ่งเป็นการระบาดแบบกลุ่มก้อน โดยเป็นบุคคลในครอบครัว และกลุ่มเพื่อนในงานเลี้ยงสังสรรค์โต๊ะแชร์นั้น จึงจำเป็นที่ต้องคุมเข้มเมื่อต้องรวมกลุ่มกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในสัปดาห์หน้าจะเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากที่อยู่ในประเทศไทย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ได้ถือปฏิบัติประเพณีของบรรพบรุษมาอย่างต่อเนื่อง และมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เซ่นไหว้บรรพบุรุษ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การนัดรวมตัวกันระหว่างญาติมิตร หรือมีการจัดงานเลี้ยงที่เป็น การรวมตัวของคนจำนวนมาก จึงขอให้คุมเข้มยกการ์ดสูง โดยปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด &amp;nbsp; &amp;nbsp; ของโรคโควิด-19 ดังนี้ กรณีกินเลี้ยงกันเองในที่พักอาศัย ต้องสังเกตตนเองและคัดกรองอาการ หากพบว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีอาการไข้หรือวัดอุณหภูมิได้ ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ร่วมกับ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ จมูกไม่ได้กลิ่น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ลิ้นไม่รับรส หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก อย่างใดอย่างหนึ่ง และอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย แนะนำไปพบแพทย์ทันที และงดร่วมงานเลี้ยง สำหรับการกินอาหารร่วมกันควรจะใช้ช้อนกลางส่วนตัว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอาหารที่เก็บไว้หลังจากเซ่นไหว้นานกว่า 4 ชั่วโมง ควรนำมาอุ่นร้อนก่อนทุกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; กรณีที่มีการรวมตัวกันสังสรรค์ในร้านอาหาร ผู้ประกอบการต้องมีมาตรการต้องมีการคัดกรอง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วัดอุณหภูมิ ให้เช็คอินไทยชนะทุกครั้ง และโหลดแอพลิเคชัน หมอชนะ เพื่อง่ายต่อการสอบสวนโรค &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผู้ใช้บริการต้องสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย จัดให้มีที่ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์อย่างเพียงพอมีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล เช่น จัดโต๊ะให้มีระยะห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร จัดเตรียมกินอาหารที่ปรุงสุก สดใหม่ ใช้อุปกรณ์ในการหยิบ จับ ตักอาหาร งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ &amp;nbsp;ลดการพูดคุยเสียงดัง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; นพ.สุวรรณชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ด้านผู้เตรียมปรุงประกอบอาหาร ผู้เสิร์ฟอาหาร ต้องแต่งกายให้สะอาด และสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดการปฏิบัติงาน แยกภาชนะอุปกรณ์สำหรับ กิน ดื่ม เป็นรายบุคคล และใช้ช้อนกลางส่วนตัว มีการทำความสะอาดโต๊ะรับประทานอาหาร สถานที่ปรุงประกอบอาหาร หรือจุดสัมผัสร่วมโดยน้ำยาทำความสะอาด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หรืออาจใช้น้ำยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย จัดให้มีการระบายอากาศที่เหมาะสม และการจัดการขยะที่ดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91987</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, ฉลองตรุษจีน, นพ.สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200107/image_big_5e146bed4f6b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2020 17:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2020 17:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมควบคุมโรค เปิดตัวโครงการตรวจเอดส์ ด้วยตนเอง  ได้ที่ร้านขายยาในกทม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
18 ส.ค.63- ที่สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์ประสานความร่วมมือระหว่างไทย-ออสเตรเลีย-เนเธอร์แลนด์ เพื่อการวิจัยด้านเอดส์ (HIV-NAT) &amp;nbsp;คุณลอรี่ ฟูลเลอร์ รองผู้อำนวยการโครงการเอชไอวีและวัณโรค ศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐ ด้านสาธารณสุข &amp;nbsp;ผู้แทนสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;ผู้แทนจากศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย &amp;nbsp;มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ &amp;nbsp;สมาคมฟ้าสีรุ้ง &amp;nbsp;และบริษัทบู๊ทส์ รีเทล &amp;nbsp; (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเปิดตัวโครงการศึกษาการเข้าถึงบริการ และความเป็นไปได้ในการตรวจการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง ผ่านร้านขายยาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีเจตนารมณ์อย่างมุ่งมั่นที่จะยุติปัญหาเอดส์ ซึ่งมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ ลดการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ลดการเสียชีวิต ลดการรังเกียจตีตราและเลือกปฏิบัติ ให้บรรลุเป้าหมาย 90-90-90 ภายในปี 2573 ซึ่งเป้าหมาย 90 แรกนั้น หมายถึง 90% ของผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีจะได้รับการวินิจฉัย และนำผลการตรวจไปสู่การป้องกันและรักษาต่อไป แต่ยังมีผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีจำนวนมากไม่ได้รับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การวินิจฉัย อันเนื่องมาจาก การตรวจทางห้องปฏิบัติการมีความยุ่งยาก ต้องไปตรวจที่สถานบริการสุขภาพ ใช้เวลานาน และต้องแสดงตัวตน ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ ดังนั้น การตรวจเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเข้าถึงการตรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐ ด้านสาธารณสุข และเครือข่ายอื่นๆ ได้ดำเนินงานร่วมกัน เพื่อผลักดันการตรวจคัดกรองการติดเชื้อด้วยตนเอง เป็นหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญในนโยบาย และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วย การป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ มีมติเห็นชอบส่งเสริมเพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรองการติดเชื้อด้วยตนเอง &amp;nbsp;ของประชาชน ในปี 2558 และในปี 2562 มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชุดตรวจที่เกี่ยวข้องกับการตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง โดยชุดตรวจนั้นต้องได้รับการขึ้นทะเบียน มีคุณภาพ และมาตรฐานตามเกณฑ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งประชาชนสามารถตรวจคัดกรองได้ด้วยตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สธ. &amp;nbsp;โดยกรมควบคุมโรค ได้ดำเนินโครงการศึกษาการเข้าถึงบริการ และความเป็นไปได้ในการตรวจการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเองผ่านร้านขายยาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อหารูปแบบการดำเนินงานการเข้าถึงชุดตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตนเองในกลุ่มประชากรที่มีพฤติกรรมเสี่ยงสูง &amp;nbsp;โดยผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีสัญชาติไทย เป็นชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายหรือผู้หญิงข้ามเพศ ไม่เคยตรวจการติดเชื้อ เอชไอวีมาก่อน หรือเคยตรวจครั้งสุดท้ายมากกว่า 3 เดือน อาศัยหรือทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีโทรศัพท์มือถือ Smart Phone ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งอาสาสมัครจำเป็นต้องตอบแบบสอบถาม ของโครงการด้วย โดยเริ่มรับสมัครเข้าร่วมโครงการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&amp;quot;อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า ขอเชิญชวนประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่สนใจสามารถร่วมลงทะเบียน และทำแบบสอบถามผ่านเว็บไซต์ PrEPThai.net/HIVST และรับชุดตรวจจากแผนกเวชภัณฑ์ของร้านบู๊ทส์ (Boots) จำนวน 36 สาขา นอกจากนี้ ยังมีระบบสายด่วนให้คำปรึกษา 1663 สายสบายใจ 08 2582 1714 และในกรณีที่ผลคัดกรองเป็นบวก ต้องไปตรวจยืนยันการติดเชื้อที่หน่วยบริการสุขภาพ ซึ่งรูปแบบการพัฒนาดังกล่าว จะเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยยุติปัญหาเอดส์ได้ในอนาคต และขอให้ประชาชนทุกคนร่วมประชาสัมพันธ์โครงการนี้ เพื่อ &amp;ldquo;ให้การตรวจ คือ คำตอบเพื่อก้าวต่อ&amp;rdquo; สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค โทร 09 8482 5598 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74818</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค (คร.), ตรวจเอดส์ด้วยตนเองที่ร้านขายยาในกทม., นพ.สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย, ร้านบู๊ทส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200818/image_big_5f3babfea18cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74003</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2020 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2020 17:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลังสรุปบทเรียนโควิด -19 ร่วมกับWHO  ไทยอาจต้องแก้กม.ควบคุมโรค ให้ครอบคลุมมากขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10ส.ค.63-นพ. สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20-24 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเข้าร่วมการถอดบทเรียนการป้องกันควบคุมโรคโควิด 19 โดยทีมจาก &amp;nbsp;องค์กรระหว่างประเทศ (WHO ) และสถาบันในประเทศ ใน 9 เสาหลัก สำคัญต่อการป้องกันควบคุมโรคโควิด 19 โดยมีผู้แทนของไทยเข้าร่วมกว่า 100 คนจากทุกภาคส่วน ซึ่งไทยถือเป็นประเทศแรกของโลกที่เข้าร่วมการถอดบทเรียนนี้ ผลการถอดบทเรียนของประเทศไทยพบว่า ไทยสามารถดำเนินการป้องกันควบคุมโรคโควิด 19 ได้เป็นอย่างดีและได้รับคำชื่นชมจากทีมผู้วิเคราะห์ อาทิ การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และองค์กรต่างๆ ซึ่งเห็นได้จากการร่วมมือในการเฝ้าระวังโรคในผู้เดินทางจากต่างประเทศในสถานที่กักกันของประเทศไทย การเเลกเปลี่ยนข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลทางห้องปฏิบัติการ ข้อมูลผู้เดินทาง ทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ประเทศไทยสามารถตรวจจับ สถานการณ์ผิดปกติได้เร็ว ทำให้สามารถตรวจจับผู้ป่วยตามนิยามฯ และผู้ป่วยยืนยันรายแรกของประเทศไทยได้ มีการพัฒนานิยามผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวน การคัดกรองผู้เดินทางที่ด่านท่าอากาศยานในระยะเเรกเเละขยายสู่ท่าเรือ เเละด่านช่องทางเข้า-ออกระหว่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การเฝ้าระวังในชุมชนเเละโรงพยาบาลโดยเจ้าหน้าที่ทางการเเพทย์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน &amp;nbsp; &amp;nbsp;(อสม.) เเละทีมสอบสวนโรคของทุกพื้นที่จำนวนกว่า 1,000 ทีมที่มีความพร้อมในการลงพื้นที่ในการสอบสวนโรค ทำให้ไทยควบคุมการแพร่ระบาดได้ การสื่อสารข้อมูลแก่ประชาชนผ่านเครือข่ายสื่อสาธารณะในหลายช่องทางที่ชัดเจน สม่ำเสมอเเละเป็นทิศทางเดียวกัน พร้อมกับการสำรวจพฤติกรรมเเละทัศนคติของประชาชนทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนามาตรการเเละปรับการสื่อสารที่ตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น การดูเเลจัดการ เเละพัฒนาศักยภาพของสถานพยาบาล เพื่อรองรับภาวะฉุกเฉิน โดยได้พัฒนาแนวทางเเละการจัดเตรียมสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ เวชภัณฑ์ให้เพียงพอและพร้อมใช้งานได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ. สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับคำชื่นชมในหลายประเด็นของแต่ละเสาหลัก แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องพัฒนาเพื่อรองรับสถานการณ์การระบาด ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเรื่องกฎหมายที่มีอยู่เเล้ว จำเป็นต้องมีการทบทวนเเละพัฒนาให้ครอบคลุมมากขึ้น &amp;nbsp; การพัฒนาเเละรวมระบบบริหารจัดการส่วนกลางด้านข้อมูล อาทิ ผลทางห้องปฏิบัติการ รายงานการเฝ้าระวังสอบสวนโรค ข้อมูลทรัพยากรทางการแพทย์และข้อมูลอื่นๆ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่เกี่ยวข้องให้เป็นฐานเดียวกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการได้อย่างสูงสุดโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในปฏิบัติการนี้ด้วย &amp;nbsp;รวมถึงการขยายและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรทีมสอบสวนโรคให้มากขึ้น เพื่อรองรับการระบาดระลอกสองที่อาจมีขึ้น และโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
&amp;quot; &amp;nbsp; ทีมจาก WHO องค์กรระหว่างประเทศ และสถาบันในประเทศ ยังให้ข้อเสนอแนะอีกว่าประเทศไทยยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในกลุ่มเสี่ยงที่มีภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพ คือ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็กเล็ก และกลุ่มเปราะบางให้ได้รับการดูแลที่ครอบคลุมและทั่วถึง ปัจจุบันการทำงานของไทยมีความเกี่ยวพันกับหลายส่วน เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านสุขภาพภายใต้ภาวะการระบาดของโรคโควิด19 และโรคอื่นๆ ให้กับประชาชนที่อยู่ในประเทศ &amp;quot;อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74003</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, WHO, กรมควบคุมโรค, นพ.สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย, สรุปบทเรียนโควิด, แก้กม.ควบคุมโรคหลังโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200810/image_big_5f312006cd444.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73731</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 23:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 16:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;คนไทยหน้ากากหลุด&quot; ใส่กันโควิดเพียง 68.5 % จากเคยสูงสุด 93.5% ส่วนผลตรวจคนดู &quot;คอนเสิร์ตเจนนี่&quot; ออกมาเป็นลบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค.63-&amp;nbsp;ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;นพ. สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค และพญ. ศิริลักษณ์ ไทยเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช แถลงข่าวว่า จากกรณีการจัดแสดงคอนเสิร์ตที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2563 มีผู้เข้าชมคอนเสิร์ตอย่างหนาแน่น บางรายไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยและไม่มีการเว้นระยะห่าง ทำให้ประชาชนมีความวิตกกังวล นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใย จึงได้มอบให้กรมควบคุมโรคลงพื้นที่พร้อมกับทีมปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อ และทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดให้การสนับสนุน พร้อมทั้งนำรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยพระราชทานออกให้บริการตรวจคัดกรองโรคโควิด 19 ในกลุ่มผู้ที่เข้าร่วมคอนเสิร์ตและประชาชนทั่วไปในพื้นที่ รวมทั้งพัฒนาทีมเฝ้าระวังสอบสวนควบคุมโรค และทีมห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ในการตรวจหาเชื้อโควิด 19 พัฒนาระบบเตรียมรับมือกับการระบาดของโรคโควิด 19 ระลอก 2 และโรคอุบัติใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ. สุวรรณชัยกล่าวต่อว่า จากการนำรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยพระราชทาน จำนวน 5 คัน ออกปฏิบัติงานให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ มีผู้มาตรวจหาเชื้อทั้งหมด 2,582 ราย โดยวันที่ 4 สิงหาคม 2563 เก็บตัวอย่างจำนวน 617 ราย ทั้งหมดให้ผลลบ วันที่ 5 สิงหาคม 2563 มีผู้มาตรวจหาเชื้อเพิ่มอีก 1,965 ราย ทั้งหมดให้ผลเป็นลบเช่นกัน ทั้งนี้เครือข่ายห้องปฏิบัติการทางการแพทย์มีศักยภาพในการตรวจหาเชื้อโควิด 19 ได้ถึง 1,000 ตัวอย่างต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในมาตรการป้องกันควบคุมโรคของประเทศไทย ที่ปฏิบัติตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ มีการตรวจจับโรคที่เข้มข้น นำไปสู่การควบคุมการระบาดได้อย่างทันท่วงที ทำให้ไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ และประชาชนยังคงดำเนินชีวิตได้ตามปกติที่เน้นชีวิตวิถีใหม่ (New normal) &amp;ldquo;สวมหน้ากาก ล้างมือ แยกของใช้ เว้นระยะห่าง ลดแออัด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ กรมควบคุมโรคได้ทำการสำรวจการรับรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนเรื่องโรคโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง ผ่านช่องทางออนไลน์ (ดีดีซี โพล) ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 14 ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม &amp;ndash; 3 สิงหาคม&amp;nbsp; 2563 พบว่า ประชาชนมีพฤติกรรมการป้องกันตนเองลดลง ได้แก่&amp;nbsp;การสวมหน้ากากเมื่อมีอาการป่วยด้วยไข้ ไอ เจ็บคอ ลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือร้อยละ 90.7 และสวมหน้ากากเมื่อไม่มีอาการป่วยลดลงเหลือร้อยละ 68.5 จากที่เคยสูงถึงร้อยละ 93.5 และจะเลิกสวมหน้ากากเมื่อไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศร้อยละ 42.8, ไม่มีรายงานในต่างประเทศร้อยละ 38.6 และเมื่อยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ร้อยละ 11.7&amp;nbsp;&amp;nbsp;การล้างมือหลังหลังเข้าห้องน้ำลดลงเหลือเพียงร้อยละ 86 ล้างมือก่อน-หลังรับประทานอาหาร ลดลงเหลือร้อยละ 87.9 ล้างมือก่อน-หลังการปรุงอาหารลดลงเหลือเพียงร้อยละ 67.8 ส่วนการเว้นระยะห่าง&amp;nbsp;1-2 เมตรกับบุคคลรอบข้างเหลือร้อยละ 90.1 และการสวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น หรืออยู่ในที่สาธารณะเหลือเพียงร้อยละ 56.8&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73731</URL_LINK>
                <HASHTAG>#หน้ากากอนามัย, คนไทยการ์ดตก, นพ.สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d1e2d29fff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2020 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2020 16:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้ายด่วน หัวหน้าด่านควบคุมโรค ทีมงานสืบสวนโรคที่ระยอง เซ่นทหารอิยิปต์ แหกกฎ ออกจากที่พักโรงแรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
15ก.ค.63-นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้พูดถึงกรณี ที่ทหารอิยิปต์ที่พักในจังหวัดระยอง และติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;ว่าล่าสุด &amp;nbsp;ได้สั่งย้ายหัวหน้าด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ทีมงาน สอบสวนข้อเท็จจริง โดยมีสาเหตุ 2 ประเด็น คือ การฝ่าฝืนมาตรการของทหารอียิปต์ &amp;nbsp;และ โรงแรมที่พำนักไม่มีระบบควบคุมไม่ให้ออกนอกสถานที่ หรือไม่ให้ฝ่าฝืนมาตรการที่เป็นไปตามราชการกำหนดได้อย่างดีพอ ในส่วนอำนาจหน้าที่ของตน นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณืที่เกิดขึ้น จึงมีการย้ายหัวหน้าด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดที่สนามบินอู่ตะเภาออกไปก่อน &amp;nbsp;โดยให้บุคลากรจากสำนักงานป้องกันควบคุมโรค (สคร.) ที่ 6 จ.ชลบุรี ไปปฏิบัติหน้าที่แทนเรียบร้อยแล้ว
นพ.สุวรรณชัย ยังเปิดเผยถึงผลตรวจหาเชื้อโควิด-19 ผู้สัมผัสมีความเเสี่ยงสูง จากกลุ่มทหารอียิปต์ 31ราย ซึ่งมีผู้สัมผัสมีความสี่ยงสูง 11ราย เป็นแม่บ้านของโรงแรม 7 ราย และพนักงานขับรถ 4ราย ซึ่งขณะนี้ทราบผลทุกรายแล้วว่า ไม่มีเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71529</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, ทหารอิยิปต์, นพ.สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย, โควิดที่ระยอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200709/image_big_5f06d0bb18db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
